6 ขั้นตอน ในการเป็นผู้ประกอบการ ยุคข้อมูลข่าวสาร Entrepreneur & Infopreneur

6 ขั้นตอน ในการเป็นผู้ประกอบการ ยุคข้อมูลข่าวสาร Entrepreneur & Infopreneur

ผู้ประกอบการ
businessman stands with documents in hand in the street

หลายๆ คนอาจจะคุ้นเคยกันดีกับคำว่า Entrepreneur แปลตรงตัวได้ว่า ผู้ประกอบการ ในยุคก่อนหน้านี้ เราอาจจะคุ้นเคยการเป็นประกอบการในแบบที่มีหน้าร้าน มีของขาย เจ้าของอยู่ต้นรับลูกค้า (เฝ้าหน้าร้าน) ซึ่งในปัจจุบันนี้ มีน้อยคนมากที่ทำแนวนี้แล้วประสบความสำเร็จอย่างสูง

เพราะในยุคที่อินเตอร์เน็ตมีค่าใช้จ่ายที่น้อยลงเรื่อยๆ (แม้ว่า 3G/4G จะยังคงแพงอยู่ก็ตาม) การเข้าถึงคนบนโลกโซเชียลทำได้ง่ายมากขึ้น หลายๆ คนหันมาเปิดร้านกันบนโลกออนไลน์แทนที่จะมีหน้าร้าน ไม่ว่าจะขายบน Facebook, Instargram, LINE หรือจะเป็น Website ก็ตามแต่

จะเห็นได้ว่า มันเริ่มเปลี่ยนจากการมีหน้าร้าน ไปเป็นไม่มีหน้าร้านไปเรียบร้อยแล้ว ผู้ประกอบการใหม่ๆ หลายๆ คน สร้างธุรกิจ สร้างตัวได้จากการเปิดร้านบนโลกออนไลน์ ไม่มีหน้าร้านเลยด้วยซ้ำ

แต่ก็จะสังเกตุได้ว่า ผู้ประกอบการที่ตั้งตัวได้บนโลกออนไลน์แต่ก็ยังหันกลับมาเปิดหน้าร้านบนโลกออฟไลน์ ซึ่งเนื่องมาจากหลายๆ สินค้ายังคงต้องการสื่อสารกับผู้บริโภค และผู้บริโภคก็ยังคงต้องการชมสินค้า จับต้องสินค้าได้อยู่ แต่เมื่อถึงเวลาซื้อ ผู้บริโภคก็ดันหยิบมือถือขึ้นมาแล้วสั่งซื้อออนไลน์ซะอย่างงั้น

ดูของหน้าร้าน แต่ดันซื้อออนไลน์ซะอย่างงั้น

จากการสอบถามพ่อค้า แม่ค้า และนักธุรกิจออนไลน์ที่ไปเปิดร้านแบบออฟไลน์นั้นพบว่า การมีหน้าร้านเป็นตัวช่วยสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจเท่านั้นเอง ซึ่งยอดขายหลักๆ ก็ยังคงมาจากช่องทางออนไลน์เป็นหลัก

และมาถึงในยุคข้อมูลข่าวสาร ที่แทบจะเป็นธรรมเนียมกันไปแล้วว่า เจ้าของกิจการจำเป็นที่จะต้องออกหนังสือกันอย่างน้อยสักคนละเล่ม เพราะในมุมมองของคนในสังคมยังคงต้องการความน่าเชื่อถืออยู่ เพราะการที่เจ้าของกิจการเอาหน้าของตัวเองไปสร้าง Personal Branding บนหน้าปกนั้น มันการันตีได้อย่างหนึ่งว่า ธุรกิจของตรูมีตัวตน เอาหน้าตัวเองออกโรงแล้ว จะทำเป็นเล่น จะโกง หรือจะทำเสียๆ หายๆ ไม่ได้นะ เพราะตามตัวถูกคน

และในยุคที่หนังสือยังคงเป็นสิ่งที่มีผู้คนยังออกได้จำกัดอยู่ จะต้องขายตัวเองให้กับทางสำนักพิมพ์ตีพิมพ์ออกมาให้ได้ เพราะตัวเลือกสำนักพิมพ์มีเยอะ และสำนักพิมพ์เป็นใหญ่อยู่

แต่หนังสือนั้น ให้เข้าใจตรงกันได้เลยว่า “น้อยคนมากที่จะรวยจากหนังสือ แต่เยอะคนมากที่รวยจากการต่อยอดด้วยหนังสือ”

เพราะตัวเลขส่วนแบ่งจากหนังสือจริงๆ นั้นมีเพียง 5-10% ของหน้าราคาหน้าปก นั่นหมายถึงว่า ถ้าหนังสือราคา 200 บาท นักเขียนจะได้สัดส่วนเพียง 10-20 บาท เท่านั้น และการที่จะมีเงินล้านจากการขายหนังสือ จะต้องมียอดขายกว่า 50,000 – 100,000 เล่ม (เยอะโคตรๆ)

จะเห็นได้ว่าการขายหนังสือให้รวยนั้น ไปทำธุรกิจของตัวเองให้ได้ยอดขายล้านนึง ง่ายกว่าเยอะ

และหนังสือนี้นี่เอง ก็เป็น Information Product ดั้งเดิมชนิดหนึ่งที่มีมาช้านาน แต่ก็ยังคงอยู่ได้ แม้ว่าในปัจจุบันจะเปลี่ยนมาเป็น Ebook กันมากขึ้น ตามความเป็นไปของโลก เพราะ Ebook สามารถทำซ้ำได้โดยที่แทบไม่มีทุนเพิ่มขึ้นมาเลย ขอเพียงมีระบบที่ป้องกันการก้อปปี้ได้ดีระดับหนึ่ง ก็สามารถยืนระยะ กิน Passive Income กันยาวๆ กับ Ebook ได้เลย

และเมื่อมีหนังสือ สิ่งที่ตามมาเลยก็มักจะเป็นการต่อยอด ไม่ว่าจะเป็นการออกรายการทีวี ลงนิตยสาร ออกสื่อต่างๆ ออกงานสังคม เจอผู้คนที่เจ๋งๆ เยอะมากขึ้น และสามารถต่อยอดด้วยการเป็นวิทยากร เริ่มแรกอาจจะเริ่มต้นด้วยการเป็นวิทยากรรับเชิญ สู่การมีเวทีที่มีตัวผู้ประกอบการเองเป็นเจ้าของเวที

หลายคนต่อยอดจากการจัดงานสัมมนาสู่การร่วมธุรกิจกับผู้เข้าร่วมสัมมนา หรือหลายๆ คน ต่อยอดเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจที่มีค่าตัวรายชั่วโมงค่าตัวสูงลิ่บลิ่ว

คำถามที่น่าสนใจคือ คนที่เป็น Entrepreneur อยู่แล้วทำไมจึงกระโดดเข้าสู่การเป็น Infopreneur หรือผู้ประกอบการที่เชี่ยวชาญด้านข้อมูล อีกกันล่ะ

คำตอบนั้นไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด เพราะการเป็น Infopreneur หรือผู้ประกอบการที่เชี่ยวชาญด้านข้อมูลเฉพาะทางนั้น เป็นการตอกย้ำให้กับตัวของเจ้าของและผู้บริโภคเองว่า มีความเชี่ยวชาญและมีความรู้จริง เกี่ยวกับธุรกิจที่ตัวเองทำอยู่ มันจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

เพราะการให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่เราทำอยู่แก่ผู้บริโภคนั้น เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และสามารถสร้างความเชื่อมั่น ต่อเจ้าของกิจการได้เป็นอย่างมาก เพราะในเมื่อได้รับข้อมูลที่ประโยชน์จากเจ้าของกิจการแล้ว การที่จะอุดหนุนสินค้าของธุรกิจของเขานั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ที่ไม่ต้องบีบบังคับให้ซื้อ แต่เป็นการอุดหนุนเพราะชอบในข้อมูล ข่าวสารที่ได้รับมาจากแบรนด์นั้นๆ หรือเจ้าของธุรกิจนั้นๆ

ทีนี้เราลองมาดูตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัดขึ้นกันอีกสักนิดนึงจากการที่ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ Entrepreneur ท่านหนึ่งที่เป็น Infopreneur ไปด้วยในขณะเดียวกัน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครื่องสำอางของตนเอง

ขั้นตอนที่ 1 – เริ่มต้นธุรกิจขายเครื่องสำอางออนไลน์

ข้อดีอย่างที่เรารู้กันก็คือ มีต้นทุนเริ่มต้นที่ต่ำ เพราะไม่ต้องมีหน้าร้าน

ขั้นตอนที่ 2 – เมื่อมียอดขายระดับหนึ่งจึงเปิดหน้าร้านออฟไลน์

และเมื่อมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ลูกค้าต้องการความน่าเชื่อ ความเชื่อมั่นมากขึ้น สิ่งที่ลูกค้ายังคงถามหาอยู่ก็คือ “มีหน้าร้านไหม?” แต่อย่างที่กล่าวไปเบื้องต้นแล้วว่า บางครั้งการมีหน้าร้าน แต่ลูกค้าก็ดันซื้อออนไลน์ซะอย่างงั้น เพราะเมื่อขายออนไลน์มีต้นทุนที่ต่ำกว่า จึงจัดโปรโมชั่น หรือลด แลก แจกแถมได้ดีกว่า

ขั้นตอนที่ 3 – สร้าง Personal Branding ด้วยการออกหนังสือ

แม้ว่า Ebook จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในปัจจุบันนี้คนก็ยังคงคุ้นชินกับหนังสือเป็นเล่มๆ จับต้องได้อยู่ เพราะข้อจำกัดของหนังสือเล่มที่สามารถวางในร้านได้อย่างจำกัดและสำนักพิมพ์ก็เลือกพิมพ์ได้อย่างจำกัด ทำให้ต้องเป็นคนที่มีของระดับหนึ่งจึงจะออกหนังสือได้

ทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือและแสดงถึงการมีตัวตนของเจ้าของธุรกิจอยู่จริงๆ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง และยิ่งติด Best Sellers หรืออันดับขายดีด้วยนั้น ยิ่งทำให้คุณค่าสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

ขั้นตอนที่ 4 – ต่อยอดจากหนังสือ ออกสื่อต่างๆ

และเมื่อออกหนังสือ การที่จะออกรายการต่างๆ หรือสัมภาษณ์ลงนิตยสาร ก็เป็นไปได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะหนังสือก็เปรียบเสมือนนามบัตรชั่นดี ในการเรียกงานเข้ามา

ขั้นตอนที่ 5 – การสร้างเวทีเป็นของตนเอง

และเมื่อออกสื่อมากยิ่งขึ้น ความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น จึงต่อยอดด้วยการเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับธุรกิจที่ตนเองทำอยู่ ซึ่งอย่างที่บอกว่า เป็นการตอกย้ำถึงความรู้จริง เอาจริงเอาจังกับธุรกิจที่ตนเองทำอยู่ และสามารถสอนให้ผู้อื่นทำตามหรือได้รับความรู้ไปปรับใช้ได้อีกด้วย

ขั้นตอนที่ 6 – สร้างคอนเนคชั่นจากงานสังคม

ในขั้นตอนนี้จริงๆ แล้วสามารถทำได้ตั้งแต่ตอนที่ออกสื่อ เพราะจะได้เจอกับคนที่มีชื่อเสียง คนที่อยู่ในวงการ แต่การมีเวทีเป็นของตัวเองนั้น เป็นเสมือนกับการรวมกลุ่มของคนที่สนใจในหัวข้อเรื่องเดียวกันอยู่ อย่างตัวอย่างนี้ เป็นการจัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจเครื่องสำอาง จึงมีคนที่สนใจในธุรกิจเครื่องสำอางมารวมตัวกัน และเกิดคอนเนคชั่นใหม่ๆ ขึ้นมา และในหลายๆ ครั้งจะพบว่า ตัวผู้ประกอบที่เป็นวิทยากรนั้น ไปจับมือทำโปรเจคใหม่ๆ กับผู้เข้าร่วมงานสัมมนา กลายเป็นโปรเจคหลายล้านก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

หรือแม้กระทั่งได้รับเลือกเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจด้านนั้นๆ เพราะหลังจากที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ฟังข้อมูลที่วิทยากรได้บรรยายแล้วรู้สึกได้ถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆ จนน่าจะเป็นที่ปรึกษาได้ไม่ยาก

และนี่ก็เป็น 6 ขั้นตอนคร่าวๆ ที่ Entrepreneur ใช้ควบคู่กับการเป็น Infopreneur แปลโดยสรุปแบบรวบรัดก็คือ Infopreneur จะช่วยส่งเสริมให้เป็น Entrepreneur ที่แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง